Digital Nomad อาชีพอิสระ มีเวลาที่ยืดหยุ่น สามารถทำงานที่ไหนก็ได้

Digital Nomad

หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับอาชีพฟรีแลนซ์ว่าสื่อถึงความมีอิสระ แต่เราสามารถเป็นอิสระได้ขนาดไหน? หากคุณใฝ่ฝันว่าอยากประกอบอาชีพที่มีอิสระแบบสุดๆ Digital Nomad ถือเป็นเทรนด์การทำงานที่สอดคล้องกับความต้องการของวัยรุ่นยุคใหม่ที่ไม่ต้องการตื่นเช้าเข้าทำงานและออกตามเวลาที่กำหนดซึ่งฟรีแลนซ์กว่า 70% เป็นอาชีพที่สามารถยืดหยุ่น ไม่จำเป็นต้องมีที่ทำงานเป็นหลักแหล่ง บางคนอาจใช้เวลาท่องเที่ยวเพื่อหาไอเดียพร้อมทำงานไปด้วย ขอเพียงแค่สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตและสามารถรับผิดชอบส่งงานที่ได้รับมอบหมายได้ตามกำหนดนั้นถือว่าประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพนั้นๆ แล้ว

Digital Nomad คือ

หากพูดถึงการทำงานแบบอิสระหลายๆ คนคงเข้าใจว่าเป็นอาชีพที่เราเป็นเจ้านายตัวเองไม่สังกัดหรือเป็นพนักงานประจำอยู่ตามบริษัท แต่แท้จริงแล้วนิยามการทำงานแบบ Digital Nomad คือ คนที่สามารถทำงานโดยใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก สามารถทำงานและใช้ชีวิตที่ไหนก็ได้ เป็นอาชีพที่ยืดหยุ่น เช่น คุณอาจเป็นพนักงานประจำมีบริษัทเป็นหลักแหล่งแต่ไม่จำเป็นต้องเข้าทำงานทุกวัน สามารถเลือกทำงานที่ไหนก็ได้ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ หรือแม้กระทั่งการทำงานอยู่ที่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ เพียงแค่มี WiFi หรือมีอินเทอร์เน็ตที่พร้อมทำงานและเชื่อมต่อตลอดเวลาถึงแม้จะท่องเที่ยวไปด้วยก็ถือเป็นการหาไอเดียใหม่ๆ ให้กับการทำงานได้อีกด้วย

ความแตกต่างระหว่าง Digital Nomad & Freelance

สำหรับ Digital Nomad & Freelance ความเหมือน คือ การมีอิสระในการทำงาน มีเวลาที่ยืดหยุ่น สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ แต่ Digital Nomad อาจมีข้อแตกต่างกันอยู่บ้าง ดังนี้

  • ความรับผิดชอบต่องาน : การทำงานรูปแบบนี้ผู้ที่ได้รับมอบหมายต้องมีความรับผิดชอบต่องานสูงมาก ถึงแม้ว่าจะได้อิสระเดินทางไปทำงานที่ไหนก็ได้แต่คุณต้องมีความพร้อมอยู่ตลอดเวลาที่จะติดต่อกับองค์กร ไม่หายตัวระหว่างการทำงาน ดังนั้นสถานที่ที่เลือกเดินทางไปทำงานควรมีอินเทอร์เน็ตรวมถึงเครื่องมือสื่อสารที่พร้อมทำงานตลอดเวลา
  • การจ้างงาน : Digital Nomad สามารถจ้างงานได้ในรูปแบบพนักงงานประจำแต่ไม่จำเป็นต้องเข้าทำงานที่บริษัทตามเวลา ซึ่งต่างจาก Freelance ที่ไม่ได้เป็นพนักกงานประจำ การทำงานรูปแบบนี้จะลดความเสี่ยงเรื่องการขาดรายได้เพราะยังได้รับเงินเดือนอยู่ทุกเดือน

สกิลที่ควรมีหากอยากเป็น Digital Nomad

  1. ความสามารถทางด้านภาษา : ภาษาถือเป็นเครื่องมือสำคัญหรือเป็นสกิลที่ควรมีติดตัวหากคุณต้องการเดินทางเพื่อออกไปหาไอเดียใหม่ๆ ที่ต่างประเทศ ยิ่งสามารถสื่อสารได้หลายภาษาจะทำให้การเดินทางและการทำงานง่ายขึ้นบางครั้งคุณอาจต้องติดต่อสื่อสารกับคนในพื้นที่จะทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ภาษาเป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนกันได้ อย่ากลัวที่จะพูดคุยกับชาวต่างชาติ โดยปัจจุบันการเรียนภาษาสามารถเรียนได้ทั้งแบบฟรีและเสียค่าใช้จ่าย
  2. อุปกรณ์การทำงาน : เป็นสิ่งสำคัญที่ควรเตรียมให้พร้อม เช่น Notebook หรือ Laptop ควรมีเป็นของตัวเองถือเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญต่อการทำงานและการสื่อสารระหว่างทั้งในและนอกองค์กร
  3. เครื่องมือสำหรับการช่วยทำงานนอกสถานที่ : สำหรับแพลตฟอร์มที่เข้ามาเป็นตัวช่วยให้การทำงานราบรื่น คือ บริการ Google Workspace เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญภายในมีเครื่องมือหลากหลายที่จะช่วยเสริมการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  4. ความพร้อมในการเรียนรู้ตลอดเวลา : หากคุณมีโอกาสได้เดินทางไปทำงานในสถานที่ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในประเทศหรือต่างประเทศ ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เรียนรู้และเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเปิดใจให้กว้าง อย่ามีอคติ ทดลองสิ่งใหม่ที่ได้พบเจอระหว่างทางให้เต็มที่เพราะประสบการณ์เหล่านี้ไม่แน่ว่าอาจมีประโยชน์ต่อการทำงานของคุณก็ได้

ตัวอย่างอาชีพของ Digital Nomad

ตัวอย่างอาชีพที่พบเห็นได้บ่อยๆ ของ Digital Nomad ซึ่งสามารถทำงานผ่านระบบออนไลน์ได้ เช่น

  1. ติวเตอร์ : ถือเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริมที่สามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ สำหรับผู้ที่ต้องการทำงานติวเตอร์สิ่งสำคัญที่ควรมี คือ ความรู้ในเรื่องที่ต้องการสอน รวมทั้งเทคนิคต่างๆ ที่สื่อสารให้นักเรียนเข้าใจง่าย สามารถใช้โปรแกรมการสอนได้อย่างดี หากมีความรู้ด้านโซเชียลด้วยยิ่งดีเพราะนำมาช่วยโปรโมท
    คอร์สเรียนไปด้วย
  2. นักแปล : อาชีพนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีความสามารถทางด้านภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาที่ 2 3 หรือ 4 ยิ่งมีมากยิ่งดีเพราะสามารถรับงานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะนั่งทำที่บ้านหรือออกไปนั่งชิวส์ๆ ทำงานที่ร้านกาแฟก็ทำงานได้ แถมรายได้จากการเป็นนักแปลยิ่งมีความเฉพาะด้านยิ่งทำเงินได้สูงตามไปด้วย
  3. งานผู้ช่วย : ตัวอย่างงานที่เราพบเห็นได้ในปัจจุบันและกำลังได้รับความนิยม เช่น แอดมินเพจต่างๆ ที่ไม่ต้องทำงานอยู่แต่ในออฟฟิศเพียงแค่มีคอมพิวเตอร์ก็สามารถทำงานได้แล้ว งานส่วนใหญ่จะเป็นพวกการตอบข้อความ ตอบคำถามข้อสงสัยต่างๆ ไม่จำเป็นต้องมีสกิลทางดิจิทัลที่ซับซ้อน.

ข้อดีของการเป็น Digital Nomad

  1. มีโอกาสพบเจอผู้คนและสังคมใหม่ๆ : การทำงานแบบ Digital Nomad ช่วยเพิ่มการพบเจอผู้คนและสังคมใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากการทำงานที่ไม่จำกัดสถานที่การได้ออกไปทำงานยังสถานที่ใหม่ๆ ทำให้พบเจอผู้คนได้หลากหลายและเราสามารถถือโอกาสนี้ในการเรียนรู้เพิ่มเติมได้อีกด้วย
  2. เพิ่มโอกาสในการเดินทาง : เนื่องจากการทำงานรูปแบบนี้ไม่ยึดติดคุณสามารถเดินทางไปทำงานได้ทุกที่ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ ถือเป็นโอกาสดีที่จะเพิ่มพูนทักษะและค้นหาไอเดียใหม่ๆ สำหรับการทำงาน
  3. ค่าใช้จ่ายต่ำ : ยิ่งคุณเลือกทำงานจากที่บ้านค่าใช้จ่ายในการครองชีพจะยิ่งต่ำไปด้วย เพราะไม่ต้องเสียค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน และหากสามารถออกไปทำงานที่ต่างจังหวัดได้ค่าใช้จ่ายจะยิ่งต่ำกว่าในเมืองมาก
  4. เวลาการทำงานยืดหยุ่น : ขอเพียงแค่บริหารจัดการเวลาทำงานให้ดีและงานเสร็จทันตามกำหนด ไม่ว่าคุณจะท่องเที่ยวอยู่และทำงานไปด้วยนั้นแสดงว่าคุณคือมืออาชีพอย่างแท้จริง

ข้อเสียของการเป็น Digital Nomad

  1. ขาดแรงกระตุ้น : การทำงานรูปแบบนี้ถือว่าผู้รับผิดชอบงานต้องมีแรงจูงใจในการทำงานสูงมาก ยิ่งหากออกเดินทางไปทำงานสถานที่อื่นๆ เช่น แหล่งท่องเที่ยว หรือร้านกาแฟ อาจรู้สึกฟุ้งซ่านหรืออยากเที่ยวมากกว่าทำงาน การมีวินัยจึงมีความสำคัญอย่างมาก
  2. อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม : หากคุณรักการเดินทางและต้องออกไปแสวงหาสถานที่ใหม่ๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจสำหรับการทำงาน เช่น การเดินทางไปต่างประเทศซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายสูงบางครั้งต้องนำเงินเก็บออกมาใช้จ่ายก่อน เป็นต้น

สรุป

จะดีแค่ไหนถ้าการทำงานไม่ได้ถูกจำกัดแค่ในออฟฟิศเท่านั้น ยิ่งเป็นงานที่ต้องการไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ยิ่งต้องมีสถานที่ทำงานที่เหมาะสม Digital Nomad เทรนด์การทำงานยุคใหม่ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมาก เพราะเพียงแค่มีอุปกรณ์รวมทั้งอินเทอร์เน็ตที่พร้อมสำหรับการรับ-ส่งงานและติดต่อสื่อสารกับองค์กรตลอดเวลาต่อให้คุณจะออกไปทำงานที่ไหนก็สามารถทำงานได้อย่างดีเยี่ยม แต่ความมีอิสระนี้เองก็มาพร้อมความรับผิดชอบที่สูงมากเพราะหากเกิดความขี้เกียจก็ไม่มีใครที่จะกระตุ้นคุณได้ ดังนั้นคุณต้องตื่นตัวและทำงานอย่างเต็มศักยภาพเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด